วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประเพณีอีสาน ( ฮีต12 คลอง 14 )
               ประเพณีของภาคอีสานหรือ ฮีต 12 คลอง 14  เป็นประเพณีของชาวอีสานรวมถึงชาวลาวอีสานที่มีการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นของชาวอีสานและชาวลาวอีสานมาจนถึงปัจจุบันนี้
                ฮีตสิบสอง เป็นคำที่มาจากคำว่า “ฮีต” หมายถึง จารีต ความประพฤติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี     “ สิบสอง” ก็คือ สิบสองเดือน เพราะในหนึ่งปีจะมี 12 เดือน ในทุกๆเดือนชาวอีสานจะมีงานประจำทุกๆเดือนที่จัดขึ้นหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า บุญประจำเดือน ซึ่งชาวอีสานจะจัดงานในรูปแบบผสมผสานระหว่างพิธีกรรมเรื่องการบูชาผีและพิธีกรรมทางการเกษตร  “ คลองสิบสี่” คำว่าคลองในที่นี้หมายถึง แนวทาง ครรลอง ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือแนวทาง  “สิบสี่” หมายถึง ข้อวัตรหรือแนวทางปฏิบัติสิบสี่ข้อ ดังนั้นคลองสิบสี่จึงหมายถึง ข้อวัตรหรือแนวทางที่ประชาชนทุกระดับ นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ผู้มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง พระสงฆ์ และคนธรรมดาสามัญพึงปฏิบัติสิบสี่ข้อ
แต่ละข้อมีคำว่าฮีตนำหน้าด้วย (ทำให้เกิดความสับสนกับฮีตสิบสอง) แต่ละคลองจะมีสิบสี่ฮีต ยกเว้น ฮีตปีคลองเดือน จะมีเพียงสิบสองฮีต ซึ่งนั่นก็คือฮีตสิบสองที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น คลองประกอบด้วย
 1.ฮีตเจ้าครองขุน       2.ฮีตท้าวครองเพีย   3.ฮีตไพร่ครองนาย   4.ฮีตบ้านครองเมือง   5.ฮีตปู่ครองย่า
6. ฮีตตาครองยาย       7.ฮีตพ่อครองแม่      8.ฮีตใภ้ครองเขย      9.ฮีตป้าครองลุง        10.ฮีตลูกครองหลาน    11.ฮีตเถ้าครองแก่      12.ฮีตปีครองเดือน (ฮีตสิบสอง)
13.ฮีตไฮ่ครองนา       14. ฮีตวัดครองสงฆ์    ในที่นี้คำว่า คลอง และครอง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่สะกดให้เหมือนกัน ในภาษาอีสานจริงๆแล้ว คำว่า คอง แปลได้สองความหมาย คือ คลองที่แปลว่า แนวทาง ครรลอง หรือคลองที่เป็นทางของสายน้ำ แต่คำว่า ครองนี้หมายถึงการ ปกปักรักษา การคุ้มครอง ดูแล ทำให้หลายคนอาจจะเกิดความงงได้ และเราจะมาดูกันว่าในฮีต 12  มีบุญอะไรบ้าง



1.    เดือนอ้าย – บุญเข้ากรรม  ความสำคัญและความหมาย

บุญเข้ากรรม คือบุญที่ทำขึ้นในเดือนอ้าย (เดือนเจียง) ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีที่ชาวอีสานจะต้องประกอบพิธีบุญ กันจนเป็นประเพณีซึ่งอาจจะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ พิธีบุญนี้จะเกี่ยวกับพระโดยตรงซึ่งความจริงน่าจะเป็นเรื่องของสงฆ์โดยเฉพาะ แต่มีความเชื่อกันว่าเมื่อทำบุญกับพระที่ทำพิธีนี้จะทำให้ได้อานิสงส์มาก ญาติโยมจึงคิดวันทำบุญเข้ากรรมขึ้นบุญเข้ากรรมที่บอกว่าเป็นบุญสำหรับพระโดยตรงนั้นเพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องการทำเพื่อให้พระที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (อาบัติหนักรองจากปาราชิก) ซึ่งถือว่าเป็นครุกาบัติประเภทหนึ่ง ภิกษุเมื่อต้องอาบัตินี้แล้วจะต้องทำพิธีที่เรียกว่า วุฏฐานพิธีหรือพิธีเข้ากรรมตามที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักกัน

                                                    ที่มาของภาพ     https://esan108.com/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1.html


2.   เดือนยี่ – บุญคูณลานบุญคูณลานเป็นบุญที่จัดทำเพื่อเสริมสิริมงคลหรือทำเพื่อเพิ่มผลทวีคูณ ในคำว่า “ลาน” ก็คือ สถานที่นวดข้าวของชาวอีสาน ชาวอีสานจึงจัดทำบุญคูณลานขึ้นเพื่อหวังว่าการนาในครั้งต่อไปจะได้ผลผลิตเพิ่มคูณมากขึ้น



3. เดือนสาม – บุญข้าวจี่


เนื่องจากในเดือนสาม อากาศของภูมิภาคอีสาน กำลังอยู่ในฤดูหนาว ในตอนเช้าผู้คนจะใช้ฟืนก่อไฟผิงแก้หนาวเมื่อฟืนถูกไฟเผาเป็นถ่าน ชาวบ้านจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลม โรยเกลือวางไว้บนเตาไฟ เราเรียกว่า ข้าวจี่    มีเรื่องเล่าในพระธรรมบทว่า มีหญิงคนหนึ่งชื่อนางปุณณทาสี เป็นคนยากจนต้องไปเป็นทาสีรับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งเศรษฐีให้นางไปซ้อมข้าว นางซ้อมตลอดวันก็ไม่หมด ตกตอนเย็นนางก็จุดไฟซ้อมต่อไป ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก พอถึงตอนเช้ามานางก็เอารำทำเป็นแป้งจี่ เผาไฟให้สุกแล้วใส่ไว้ในผ้าของตนเดินไปตักน้ำปรารถนาจะบริโภคด้วยตนเอง ครั้นถึงกลางทางได้พบพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส คิดว่าเราเป็นคนยากจนในชาตินี้ ก็เพราะมิได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อนและชาตินี้เราก็ยังไม่เคยทำบุญเลย เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วนางก็น้อมเอาข้าวแป้งจี่นั้นเข้าไปถวายแด่พระศาสดา พระองค์ทรงรับแล้ว และนางคิดอีกว่าพระศาสดาคงไม่เสวย พราะอาหารเศร้าหมอง เมื่อพระศาสดาทรงทราบวารจิตของนางเช่นนั้น พระองค์จึงประทับเสวยต่อหน้าของนาง ครั้นเสวยเสร็จแล้วก็ตรัสอนุโมทนากถาโปรดนางจนสำเร็จโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา กาลํ กตฺวา ครั้นนางทำกาลกิริยาแล้วก็ได้ไปเกิดบนดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ อยู่ในวิมานทองอันผุดผ่องโสภา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นยศบริวาร ดังนั้น ชาวนาเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจึงพากันทำบุญข้าวจี่ เพราะถือว่าการถวายข้าวจี่มีอานิสงฆ์มาก

                                                                                   ที่มาของภาพ:


 4.เดือนสี่ – บุญผะเหวด


บุณผะเหวด หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า บุญมหาชาติ เป็นประเพณีบุญตามฮีตสิบสอง ของชาวอีสานในบุญผะเหวดนี้จะเป็นที่มาของคำว่า พระเวส ที่มาจากเรื่องพระเวสสันดร เป็นบุญที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องทานและภายในงานก็จะมีการเทศมหาชาติเพื่อให้ชาวบ้านได้รับฟังอีกด้วย


                                                                                    ที่มาของภาพ: http://www.prapayneethai.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%9C%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%94-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AA



5.เดือนห้า – บุญสงกรานต์











    บุญสงกรานต์จะจัดขึ้นในช่วง15ค่ำเดือน5 เพื่อที่จะรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ขอพรจากพ่อจากแม่และเล่นน้ำสงกรานต์ จะเป็นเทศกาลที่คนอีสานมีความสุขมากที่สุดเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและเป็นช่วงก่อนทำนาประมาณหนึ่งเดือน ดังนั้นบุญสงกรานต์คนอีสานจึงมีความสุมากที่สุด











                        ที่มาของภาพ: http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional/songkran-5.htm


6.  เดือนหก – บุญบั้งไฟ
บุญบั้งไฟของชาวอีสานจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปีก่อนที่จะเริ่มลงทำไร่ไถนา โดยเป็นการจัดทำบั้งไฟและจุดเพื่อขอฝนให้ตกตามตามฤดูกาลตามความเชื่อของชาวอีสานโดยชาวอีสานเชื่อว่าคนที่ดูแลเรื่องฟ้าฝนก็คือพระยาแถนดังนั้นชาวอีสานจะจัดงานบุญบั้งไฟเพื่อที่จะขอฝนจากพระยาแถนในทุกๆปี


                                                                             ที่มาของภาพ:



7.  เดือนเจ็ด – บุญซำฮะ
บุญ ซำฮะ หรือที่แปลว่า ชำระ เป็นบุญที่คนอีสานจะทำการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย บ้านเรือน ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวอีสานว่าถ้าได้ทำการชำระล้างสิ่งสกปรกพวกนี้ออกแล้วจะทำให้จิตใจสะอาดปราศจากมลทิน การทำให้สะอาดนั้นมีอยู่ 2 อย่างคือ
  1. ความสกปรก ภายนอก ได้แก่ร่างกาย เสื้อผ้า อาหาร การกิน ที่อยู่อาศัย สกปรก
  2. ความสกปรกภายใน ได้แก่จิตใจ เกิด ความโลภ โกรธ หลง
                                  ที่มาของภาพ: http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional/someha-7.htm



8.   เดือนแปด – บุญเข้าพรรษา
หรือบุญเดือนแปด ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปด วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนาทรงแสดงธรรมจักรกัปปวัฒนธสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ทำให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกวันนี้ว่า วันอาสาฬหบูชา การเข้าพรรษา หมายถึงการที่พระภิกษุอธิษฐานที่จะอยู่ประจำ ณ วัดใด วัดหนึ่งเพื่อปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น เว้นแต่จะถือสัตตาหะตามพุทธบัญญัติ

     ที่มาของภาพ: http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional/kawpunsa-8.htm 






9. เดือนเก้า – บุญข้าวประดับดิน
บุญประดับดินเป็นบุญที่ชาวอีสานจะจัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับญาติคนที่เสียชีวิตไปแล้ว และก็จะมีการแจกข้าวให้กับพวกผีที่มาขอส่วนบุญ


                                                         ที่มาของภาพ: https://hilight.kapook.com/view/90700 

10. เดือนสิบ – บุญข้าวสาก
บุญข้าวสาก หรือ ข้าวฉลาก หมายถึงบุญที่ให้พระเณรทั้งวัด จับสลากเพื่อจะรับปัจจัยไทยทาน ตลอดจนสำรับกับข้าว ที่ญาติโยมนำมาถวาย (ภาคกลางเรียกข้าวสารทหรือข้าวกระยาสารท)


                                                                                            ที่มาของภาพ: https://esan108.com/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%81.html 



11. เดือนสิบเอ็ด – บุญออกพรรษา
เพื่อให้พระสงฆ์สามารถออกจากวัดไปพักแรมที่อื่นได้เพื่อเปิดโอกาสให้พระภิกษุได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันให้พระภิกษุสงฆ์ได้เที่ยวอบรมศีลธรรมและบวชให้ลูกหลานสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้พระภิกษุได้ไปเยี่ยมบิดา มารดาและญาติพี่น้องได้เนื่องจากช่วงเข้าพรรษาไม่สามารถออกจากวัดไปค้างแรมที่อื่นวันออกพรรษานับเป็นวันสิ้นสุดของการจำพรรษาของภิกษุสามเณรที่จำพรรษาในช่วง 3 เดือน

       ที่มาของภาพ: http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional/ogpunsa-11.htm





12. เดือนสิบสอง – บุญกฐิน
การทอดกฐิน เป็นประเพณีที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงกลางเดือนสิบสอง คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์                               (ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)







 ทั้งหมดนี้ก็เป็นประเพณีของชาวอีสานที่จัดทำในทุกๆปีและได้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น